March172012

intrinsic performance

ความจริงเงินก็ไม่ใช่ทั้งหมด. ใครๆ ก็เข้าใจ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ. แต่วันนี้มานั่งคิดว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นโดยเอาบริบทที่ทำงานเข้ามาคิด. บริษัทโดยทั่วไปมักใช้ แรงจูงใจทาง package benefit เข้ามาดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ. แต่ยิ่งจ่ายเงินเยอะขึ้นยิ่งได้คนที่มีประสิทธิภาพจริงหรือ. อาจต้องไหว้วาน Mckinseyมาดำเนินการทางสถิติ แต่ถ้าลองคิดเล่น ๆว่าคนที่มีประสิทธิภาพที่ว่านี้เป็นใครและเขามีแรงจูงใจอย่างใดเกี่ยวกับเงินบ้าง. ลองคิดเปรียบเทียบกับจีนโบราณต้องมีขุนนานบุ๊นบู๋แล้วละก็ บริษัทในฐานะประดิษฐกรรมทางองค์กรและการบริหารบุคลากรของคนแล้วก็คือ ต้องมี ผู้พิชิตกับผู้รู้ Winner and Wiser. 

Winner เป็น extrovert ชอบแข่งขัน หิวกระหาย มีแรงขับดันเป็นสิ่งภายนอก คนเหล่านี้มีผลงานที่เห็นได้ชัดจับต้องได้เป็น ตัวเลข เป็นเหรียญตราประดับชัยชนะอันเจิดจรัส. คนเหล่านี้ ก็น่าจะสนใจเงินเป็นพิเศษนี่นา… ใช่แล้ว แต่เป็นเพราะว่าคนเหล่านี้ทำผลงานที่ใครๆก็วัดผลได้ง่าย ย่อมทำให้โอกาศและทางเดินของเขาก็มากเป็นพิเศษไปด้วย องค์กรเราให้เงินเขาไม่พอ ไม่มาก ไม่เหมาะสม เขาก็สามารถที่จะไปหาเอาจากที่อื่นได้ ผู้พิชิตจริงๆแล้วถ้าเราเอาแต่เงินๆให้เขา เขาไม่พอใจเรื่องอื่นๆ ตลาดก็กว้างพอจะให้เขาจากองค์กรเราไป.

Wiser เป็น introvert มองเห็นคุณค่าภายใน เป็นนักคิด นักพูด นักสื่อสาร ก่อร่างสภาพแวดล้อมของวัฒนธรรมซึ่งกลายมาเป็นพลังอ่อนขององค์กร เป็นนักคิดและขุมกำลังเบือ้งหลัง เปลี่ยนแปลงและสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับทีม. คนเหล่านี้ ก็ชอบเงิน แต่ส่วนตัวมีแรงจูงใจที่ไม่ใช่เงินเป็นหลัก สิ่งเหล่านี้ซื้อร่างกาย แต่ซื้อใจไม่ได้. ผู้นำจะต้องทำการสื่อสารและรักษาคนเหล่านี้ไว้ด้วยทิศทางและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีคุณค่า มิใช่เพียงแค่ตัวเงิน ในทางเดียวกันคนเหล่านี้ใช้ไม่ดีก็เป็นคนที่จะทำลายสุขภาพวัฒนธรรมองค์กรอย่างร้ายแรงได้เหมือนกัน.

ผู้นำที่เห็นเงินเป็นคำตอบสุดท้าย มานั่งทบทวนperformance กรอกกันดิบๆปีละครั้ง หรือ ตอนที่พนักงานจะลาออก จะสามารถเรียนรู้ผู้ใต้บังคับบัญชาว่าเขาเป็นคนแบบใด และ ให้สิ่งที่มูลค่ากับเขาที่แท้จริงได้อย่างไร. ให้เขาไม่ได้ แล้วจะรักษาเขาไว้ได้อย่างไร. ไม่มีคนสองลักษณะนี้ พวกที่สามารถใช้เงินรั้งอยู่ได้ ก็แสดงว่าเขาไม่มีความสามารถไม่สูงพอจะเป็นผู้พิชิตและผู้รู้ที่ตลาดยอมรับ. ซักวันนึงเขามีคุณสมบัติพอแล้วเขาก็ไป. เพราะฉะนั้นองค์กรจึงจ่ายเงินเกินความสามารถตลอดเวลา.และถ้าไม่ยกระดับสิ่งตอบแทนทางจิตใจที่นอกเหนือจากตัวเิงินให้กับบุคลากร ก็ไม่มีทางจะรักษาคนเก่งที่แท้จริงได้ตลอดไป.

ยิ่งนานไปก็ยิ่งเข้าใจคำว่า คนสำัคัญที่สุดในองค์กร ไม่ใช่เพราะว่า โลจิกง่ายๆ ที่ว่าถ้าเกิดตัดคนทิ้งไป อะไรก็ไม่เหลือ. แต่คนสำคัญเพราะว่าการจัดการคนด้วยกันต้องอาศัยคนเท่านั้นที่จะเข้าถึงสิ่งที่มองไม่เห็นวัดไม่ได้เหล่านี้…จริงจังกับมัน. ผู้นำก็ฝึกฝนตนเพื่อจะเป็นผู้ที่ให้คุณค่าเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ความเป็นคน คุณธรรมในการดำเนินงาน อื่นๆ ซึ่ง ซึ่งเหล่านี้ KPI ไม่สามารถค้นหามาตรฐานออกมาวัดได้. แต่ก็เป็นจริงและมีจริง เหมือนที่เราไม่สามารถใ้ช้ตาเนื้อสังเกตเห็นแสง ไม่เห็นอากาศ. คนเท่านั้นทีกำกับและส่งผลซึ่งกันและกัน อย่างซับซ้อนและส่งผลอย่างยิ่งยวดต่อองค์กร 

March132012

Scream on

Again, today put all your head into something that you don’t have any kind of believe what it finally should look like. What it is any good for enterprise or yourself. Not frustrating just plain boring and tired.

March102012

เรื่องราวเก่า ๆ ของ web app

ในที่สุดวันนี้ก็ได้เริ่มลองเล่น เว็บแอปของโครมจริงจัง. เมื่อตอนที่โครมออกมาใหม่ๆถือพวก add-on เหล่านี้ถือว่าเป็นดาวรุ่งของบราวเซอร์ (เช่นเดียวกันกับเจ้าจิ้งจอกไฟ) เลยก็ว่าได้. แต่เมื่อแอปเปิลได้นำพา application และ microsoftware มาถึงจุดที่เรานำเอามันเข้ามาสู่ชีวิตในทุกหยดแล้ว. Chrome และเบราเซอร์คงไม่สามารถจะคาดหวังอะไรไปได้สูงมากกว่าการปรับแต่ง bookmark โดยใช้ไอคอนให้มันดูดีมากขึ้น. ครั้งหนึ่งทุกคนเคยเกือบจะเป็นผู้ชนะทั้งนั้น… ไมโครซอฟท์ และ กูเกิล. add-on และ เบราเซอร์อัจฉริยะ ตอนนี้ช่างเป็นสิ่งที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงเสียเหลือเกิน.

11AM
“Any concept of work raise from an understanding of the relationship between pitchers and catchers.” Max Depree
11AM

Simple book recommend

อ่านหนังสือบริหารกึ่งจิตวิทยาไปสองเล่ม จิตวิทยานั้นน่ารัก ตรงที่พยายามจะให้เราระแคะระคายในตัวเองมากขึ้น.
ขอแนะนำจริงๆ “Flow” by Mihaly และ “First, break all the rules” and “Now, discover your strengths” เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น.​
Be better you. Read good book.

February262012
[Flash 9 is required to listen to audio.]

http://soundcloud.com/britneyspears/i-wanna-go
I love Britney this album.

(62,411 plays)
February202012

Social network นั้นมีสองคม

Social network หมดสิ้นแล้วซึ่งพลังแห่งการสร้างสรรค์? เมื่อ Facebook ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ครองตลาดผู้เล่นได้อย่างไม่น่าจะมีใครตามเทียบได้ทันแล้วนั้น มีหัวข้อที่น่าคิดขึ้นมาว่า โลกหลัง Facebook จะเป็นโลกแบบไหนกัน และ Social network จะเติบโตต่อไปทางไหนอีก ยังมีพื้นที่ใดหลงเหลือให้แก่การสร้างสรรค์ของวันพรุ่งนี้? เขาว่ากันว่า Naval Ravikant กับ Adam Rifkin (เดี๋ยวนี้ยกชื่ออังกฤษใครก็ได้ขึ้นมาสองคนก็จะดูมีศักดิ์ศรีเหมือนว่าก่อนเขียนทำการบ้านมาดี วิชาการเหมือนtextbookขึ้นมาเป็นกอง) สองกระทาชายพูดถึง “Interest Social Network” ที่กำลังมาแรง จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของรุ่นพี่อย่าง Twitter ไปจนถึง linked in  Instagram และ Pinterest ที่เน้นการแบ่งปัน เนื้อความ รูปภาพ ไอเดีย เพื่อค้นหาและเชื่อมโยงกลุ่มบุคคลที่มี ความสนใจ ร่วมกัน (น่าคิดว่า interest ในภาษาอังกฤษแปลว่า ผลประโยชน์ได้ด้วย ) ซึ่งแตกต่างจาก Facebook HI5 Path ที่สร้างและเชื่อมโยงโลกบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจริงๆ ซึ่งเราอาจเรียกได้ว่า “Relationship Social Network”

Interest Social Network  แสดงให้เราเห็นพื้นฐานของ network ที่สำคัญอีกด้าน นั่นก็คือการก้าวข้ามขอบเขตของการรู้จักในเชิงสังคม ใช้พลังของไอทีในการเชื่อมโยง content ในตัวคนเราและจับกลุ่มเข้าไว้. ในอนาคต Interest Social Network จะเป็นตัวหัวจักรที่จะนำมาเปลี่ยนแปลง relationship social network อีกที, เพราะเราสามารถที่จะค้นพบคนที่เราต้องการจะสนิทสนมได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วมากขึ้น และจำเป็นต้องสนใจเพื่อนที่สนิทสนมแต่มิใช่คอเดียวกันน้อยลง. ลองคิดเล่นๆ ดูซิครับ … 80s ทั้งหลายเพื่อนส่วนใหญ่ของเราๆ ก็เพื่อนร่วมรุ่น ร่วมโรงเรียน ร่วมป.โท เพื่อนเหล่านี้เราสร้างมิตรภาพจากสภาพที่ไม่ได้มีตัวเลือกอะไรมาก เพียงเพราะแค่ว่าอยู่ในห้องเรียนเดียวกันมาปีสองปี มี story มี shared experience อยู่ปริมาณนึง เท่าั้นั้นเอง. โลกอนาคนที่เราสามารถค้นพบคนสามารถเข้ากับเราได้ดียิ่งกว่า ต้องการที่จะไปสู่จุดมุ่งหมายเหมือนๆกัน จะสามารถเจอกันได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น จะทำให้ชีวิตส่วนตัวและการงานของเราดีขึนมากขนาดไหน.

Interest Social จะกลายเป็นตัวแปรพื้นฐานที่จะเปลี่ยนโครงสร้าง Relationship Social แต่ในทางเดียวกัน Relationship Social ก็จะสามารถสื่อสารถึงกันและกันได้อย่างทรงพลังมากขึ้น เราสามารถเปิดเผยความคิด ตัวตนของเราได้ในรูปแบบหลา่กหลายมากยิ่งขึ้น (ถ้าเราสนใจเหลือเกินที่จะถ่ายรูป กับข้าว กาแฟ หัวหิน รถติด งานเข้า เพื่อนเหี้ย ก็นับรวมด้วย) สามารถอัพเดทข่าวสำคัญ และ ชักชวนกันไปทำกิจกรรมกันได้ง่ายดายขึ้น.

ผมเองเลยขอสรุปซ้ำให้เข้ากับหัวเรื่อง Social Network นั้นมีสองคม แต่ไม่ได้ด้านดีร้ายนะจ๊ะ แต่มีด้านที่เราสามารถสร้างสรรค์คนใกล้ตัวเรา คนที่เรารู้จักและสนิทสนม พร้อมๆกันกับคนที่เหนือออกจาก connection zone ของเราออกไป ซึ่งสองส่วนนี้มันเป็นตัวเติมเต็มและเร่งปฏิกิริยาของกันและกัน.

February182012
Living in the “crazy” material world
บ่อยครั้งที่ผมฝัง While my guitar gently weeps แล้วรู้สึกหลุดโลก
เข้าไปสู่ดินแดนที่ไร้ซึ่งแรงโน้มถ่วง ที่ๆ เรามักสามารถเอ่ยคำถามปรัชญาเพื่อค้นหาตัวตนกันได้อย่างสะดวกปาก และไม่ถูกตีค่า
ที่ๆ เป็นเสมือนบ้านหลังเดิมที่คุ้นเค้ย  และ ย้อนให้เรากลับไปนึกถึงความทรงจำเลือนลาง.
ขอบคุณที่ สมาชิกคนนึงของบีทเทิลส์ วงดนตรีแห่งยุค หันหลังให้กับความวูบวาบและเลือนลอยของวัตถุ นำพลังอนันตกาลของปรัชญามาดัดแปลงเป็นผลงานที่คนทั้งโลกเข้าถึงไดh
Something in the way you are, really Bro.
Good night George.

Living in the “crazy” material world
บ่อยครั้งที่ผมฝัง While my guitar gently weeps แล้วรู้สึกหลุดโลก
เข้าไปสู่ดินแดนที่ไร้ซึ่งแรงโน้มถ่วง ที่ๆ เรามักสามารถเอ่ยคำถามปรัชญาเพื่อค้นหาตัวตนกันได้อย่างสะดวกปาก และไม่ถูกตีค่า
ที่ๆ เป็นเสมือนบ้านหลังเดิมที่คุ้นเค้ย และ ย้อนให้เรากลับไปนึกถึงความทรงจำเลือนลาง.
ขอบคุณที่ สมาชิกคนนึงของบีทเทิลส์ วงดนตรีแห่งยุค หันหลังให้กับความวูบวาบและเลือนลอยของวัตถุ นำพลังอนันตกาลของปรัชญามาดัดแปลงเป็นผลงานที่คนทั้งโลกเข้าถึงไดh
Something in the way you are, really Bro.
Good night George.

February172012
Saturday night at the cotton club.
And that day I really be sure that the jazz things are crazy hot here in Shanghai! For this scale of bar we get jampacked!

Saturday night at the cotton club.
And that day I really be sure that the jazz things are crazy hot here in Shanghai! For this scale of bar we get jampacked!

February112012

และแล้วก็ทนไม่ได้

วันก่อนเห็นท่อนนึงใน หน้าหนังสือ การลาออกครั้งสุดท้าย แปะคำพูดหนึ่งของ ว.วชิรเมธี ที่ว่าไว้ว่า

[ว.วชิรเมธี] เป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่คนจำนวนมากพากันเลือกเดินบน ‘เส้นทางหลัก’ ซึ่งนั่นเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้คนเราทุกวันนี้ทำงานหนัก แต่มีความสุขน้อย ทุกข์ง่าย แต่สุขยาก เรียนสูง แต่มีคุณภาพชีวิตต่ำอย่างไม่น่าเชื่อ

ผมเองไม่เชื่อเลยซักนิด, อะไรคือ เส้นทางหลัก เส้นทางไม่หลัก? อะไรคือ เส้นทางหลัก แล้วแน่ใจได้อย่างไรว่าหลักคืออะไร. จำเป็นเหรอที่ว่าเข้าสู้เส้นทางหลักแล้วต้องทำงานหนัก มีนิยามกรอบคำว่าหนักคืออะไร? จำนวนเวลาการทำงาน? จำนวนเวลาที่ได้เล่น หรือ เห็นหน้าพ่อแม่? หนักแล้วจำเป็นต้องสุขน้อย? ใครบ้างที่เรียนสูงมีคุณภาพชีวิตต่ำ ท่านหมายถึงชนชั้นกลาง หรือ ชนชั้นกลางล่าง ในกรุงหรือว่าในชนบท หรือชนชั้นบนที่ไปเรียนต่างประเทศ? เรียนสูงแล้วแย่ แล้วทำอย่างไรดี? เรียนน้อย หรือออกจากเส้นทางหลัก หรือ รอบุญทำกรรมแต่ง? จำเป็นหรือว่าไม่เข้าสู่เส้นทางไม่หลักแล้วจะมีคุณภาพจิต คุณภาพชีวิต ที่สูงกว่า?

ความจริงผมว่า คนเราพอโตขึ้นไปมักจะตัดสินว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นอย่างไร ด้วยคำๆ เดียว ด้วยคติคิดอย่างเดียวมันยากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นจะบ่งบอก กรอบค่านิยม หลักทางคุณธรรม อัตราการศึกษาและความรู้ วิถีทัศน์ต่อชีวิต ตัวตนและความสุข. ยามเด็กสิ่งเหล่านี้ัยังไม่ก่อเป็นตัวเป็นตน เ้ข้าสู่ยามหลง(ทาง)เพราะมันกระหน่ำเข้ามายามวัยรุ่น และ ยามบ่มเพาะหมักตัวในวัยผู้ใหญ่. ณ จังหวะชีวิตใหญ่สามหลักที่ว่า เราเรียนรู้ที่จะค้นพบสิ่งเหล่านี้ไว้อย่างไร,มันก็จะกลายมาเป็นวิธีคิดกรอบค่านิยมของเราจริงๆ. ซึ่ง ณ ตอนนั้นผมเองหันหน้าเข้าหาหนังสือและโลกความรู้, จนถึงวันนี้ก็ยังขอบคุณตัวเองที่เดินเข้าร้านหนังสือวันนั้นเพื่อค้นหาคำตอบ. เพราะผมเชื่อว่า;

  1. สังคม ยิ่งโดยเฉพาะกรอบสังคมที่เราจำกัดอยู่ไม่จำเป็นที่จะสามารถตอบคำถามให้เราได้อย่างมีประสิทธิภาพ มนุษย์ทุกผู้ทุกนามมีอคติ มีอัตตา สังคมที่สร้างจากมนุษย์ก็เช่นกัน ก่ออคติหมู่ ที่พอมีผู้เห็นชอบคล้ายๆกันรวมกันยิ่งสร้างอำนาจแฝงเข้าไปในวาทกรรมเพื่อไปกดดันคนหมู่น้อยที่ไม่เหมือนกันด้วย. (รวมไปถึงสถาบันศักดิ์สิทธิ์อย่าง ศาสนา)
  2. คนเราสามารถเลือกเรียนรู้และค้นพบคติ ความคิด ค่านิยมที่ตรงใจตัวเองได้ แสดงออกถึงความเป็นตัวตนของตนเองและค้นพบผู้ที่มีหนทางใกล้เคียงกันได้ โดยไม่ต้องรอใครและสิ่งนั้นสะท้อนคุณภาพชีวิตที่แท้จริงได้ยิ่งกว่าการโอนอ่อนผ่อนตามคติสังคม และสภาพแวดล้อมบังคับ.
  3. สิ่งที่เรียกว่า สุข ไม่สุข มันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลก็จริง แต่ก็มักจะีมีเอี่ยวไปกับสถานภาพทางการศึกษาและสังคม. เพราะ สิ่งเหล่านี้จะไปสร้างโมเดล ไปบ่มเพาะวิธีคิดการเข้าถึงความสุขของคนๆหนึ่งได้. เพราะฉะนั้นการeducate คนว่า มีความสุขได้เพราะอะไรนั้นความจริงมันก็ไม่ได้ลึกล้ำถึงระดับสัจธรรมชีวิต, มันก็เป็นเรื่องของวัฒนธรรมอยู่ดี. และวัฒนธรรมนั้น ถ้าไม่ผ่านการคิดและคัดอย่างมีเหตุผลมันก็แค่เศษซากทางประวัติศาสตร์ ที่ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปลี่ยนรูปแบบยังไงก็เป็นแค่เหล้าเก่าในขวดใหม่.
← Older entries Page 1 of 3